องคมนตรี | Office of His Majesty′s Principal Private Secretary

Play

TH l EN      


คณะองคมนตรีปัจจุบัน


    ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี (มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง) การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง)

    องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  กรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจการแผ่นดิน  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ตุลาการศาลปกครอง  กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ  พนักงานรัฐวิสาหกิจ  เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ  หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง  และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ (มาตรา ๑๔) ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง)

ความเป็นมาของคณะองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ ๙


    ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๐ ในรัชกาลปัจจุบัน ได้มีประกาศแต่งตั้งอภิรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐ ซึ่งมีรายละเอียดที่บัญญัติไว้ดังนี้ “มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชกาลแผ่นดิน มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้  ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที” และ “มาตรา ๑๓ อภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งประจำมีห้านายเป็นผู้บริหารราชกาลในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์” อภิรัฐมนตรีจึงเป็นทั้งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์และเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปในขณะเดียวกัน

    ต่อมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒  ได้บัญญัติถึงบทบาทและหน้าที่ขององคมนตรีไว้ดังนี้ “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกร      ณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้…” นับเป็นการวางพื้นฐานบทบาทและหน้าที่ขององคมนตรีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

    มีข้อสังเกตคือ  แม้ว่าองคมนตรีปัจจุบันจะมีรากเหง้ามาจากคณะที่ปรึกษาในพระองค์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เรียกว่า “ปรีวีเคาน์ซิล” (THE PRIVY COUNCIL) อย่างของประเทศอังกฤษก็ตาม แต่โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีทั้งสองประเทศนี้แตกต่างกัน คณะองคมนตรีของไทยนั้นพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง มีจำนวนไม่เกิน ๑๙ คน      และมีอำนาจหน้าที่บัญญัติไว้ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะองคมนตรีของประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี จากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ  ในวงราชการ  วงการศาสนา  หรือวงการเมือง  เช่น  ผู้พิพากษาศาลสภาขุนนาง  สมเด็จพระสังฆราช  นายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  เป็นต้น ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๕๐๐ คน องคมนตรีของอังกฤษดำรงตำแหน่งชั่วชีวิต

    คณะองคมนตรีของอังกฤษมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับพิธีการต่างๆเช่น ลงนามในประกาศพระบรมราชโองการการขึ้นเสวยราชสมบัติของพระประมุขของประเทศ การเปิดและปิดสมัยประชุมรัฐสภา การยุบรัฐสภา เป็นต้น

ความเป็นมาของคณะองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ ๗


    ครั้นถึงรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยึดแบบอย่างการแต่งตั้งองคมนตรีตามแบบประเพณีในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ อย่างไรก็ตาม การเลือกสรรองคมนตรีในสมัยนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย คือทรงเลือกผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องยศชั้นพานทองด้วย

    เนื่องจากองคมนตรีมีจำนวนมากจึงไม่สะดวกในการเรียกประชุม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้ง “สภากรรมการองคมนตรี” ขึ้นตามพระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๐ และทรงคัดเลือกองคมนตรีที่ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ จำนวน ๔๐ คน เข้ามาเป็นกรรมการองคมนตรี เพื่อทำหน้าที่ “ประชุมปรึกษาหารือข้าราชการตามแต่จะโปรดเกล้าฯพระราชทานลงมาให้ปรึกษา” (พระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๐ : คำแปลพระราชบัญญัติภาษาอังกฤษ และข้อบังคับสภากรรมการองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๒  ฉบับกรมราชเลขาธิการ, (พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ), ๒๔๗๒, หน้า ๕) นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริจะให้สภากรรมการองคมนตรีเป็นที่ประชุมตัวอย่างสำหรับการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆได้อย่างเสรีอีกด้วย

    ตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สภากรรมการองคมนตรีได้ปฎิบัติหน้าที่และทำการประชุมอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้มีการประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๐ เป็นผลให้องคมนตรีและสภากรรมการองคมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช ๒๔๗๐ พ้นจากตำแหน่งและหน้าที่ไป

ความเป็นมาของคณะองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ ๖


    ในรัชสมัยต่อมา แบบอย่างการแต่งตั้งองคมนตรียังคงเป็นไปตามเดิม ไม่มีการแก้ไขแต่ประการใด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งองคมนตรีขึ้นใหม่ตามพระราชอัธยาศัย แต่ทั้งนี้ทรงตั้งประเพณีไว้อย่างหนึ่ง  คือในเดือนมีนาคมให้กระทรวงมุรธาธรทำบัญชีผู้ได้รับพระราชทานพานทองเครื่องยศในคราวพระราชพิธีฉัตรมงคลเดือนพฤศจิกายนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงเลือกเป็นองคมนตรี แล้วจะทรงตั้งเป็นองคมนตรีในวันที่ ๔ เมษายน เนื่องในพระราชพิธีศรีสัจปานกาล

ความเป็นมาของคณะองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ ๕

   
    องคมนตรีมีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระยะแรกนั้นยังไม่ได้เรียก “องคมนตรี” แต่จะใช้คำว่า “ปรีวีเคาน์ซิล” “ปรีวีเคาน์ซิลลอร์” หรือ “ที่ปฤกษาในพระองค์”  ส่วนคำว่า “องคมนตรี” เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน ทั้งนี้ในรายงานการประชุมเสนาบดีเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕) และใน “ประกาศการพระราชพิธีศรีสัจปานกาล พระราชทานพระไชยวัฒน์องค์เล็ก และเครื่องราชอิศริยาภรณ์ และตั้งองคมนตรี” เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ ปรากฏว่ามีการใช้คำว่า “องคมนตรี” แล้ว


    ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตั้งปรีวีเคาน์ซิลหรือที่ ปรึกษาในพระองค์หลายครั้ง ทั้งนี้ “…จำนวนที่ปรึกษาในพระองค์นั้น มากน้อยเท่าใดไม่มีกำหนด ตามแต่พระราชประสงค์…แล้วต้องรับตำแหน่งที่อยู่จนสิ้นแผ่นดิน…” (พระราชบัญญัติปรีวีเคาน์ซิลคือที่ปฤกษาในพระองค์ประกาศมา ณ วันอาทิตย์ ที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๑๗, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๑, ปีจอฉศก ๑๒๓๖ แผ่นที่ ๑๗, หน้า ๑๕๘) ต่อเมื่อทรงเห็นว่าผู้ใดมีความเหมาะสมก็จะทรงตั้งเพิ่มเติม และมีการผลัดเปลี่ยนได้ตามแต่จะทรงเห็นสมควร